โลกยุคใหม่ การสื่อสารระหว่างกันรวดเร็วฉับไว เพราะเป็นโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เมื่อเกิดการส่งสารใดสารหนึ่งจึงกระจายต่อไปด้วยความรวดเร็ว หากเป็นข้อความสำคัญและมีประโยชน์ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่หากเป็นข้อความไม่จริง ก็จะถือได้ว่าเป็นดาบสองคม
ล่าสุด พบว่า มีการส่งต่อๆ กันอย่างแพร่หลาย คือ อาหารที่กินคู่กัน...อันตราย ซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจ เช่น หัวไช้เท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว ห้ามกินด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง เต้าหู้กับน้ำผึ้ง ห้ามกินด้วยกันจะทำให้หูหนวก มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด ห้ามกินรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า หัวไช้เท้ากับผลไม้ทุกชนิด ห้ามกินรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก กล้วยกับเผือก ห้ามกินด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด
มันเทศกับลูกพลับ ห้ามกินรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร กล้วย มะละกอ แตงโม ห้ามกินด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน ทุเรียนกับน้ำอัดลม ให้พิษร้ายมากกว่าพิษงูเห่า ขิงดอง ห้ามเข้า ตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรคมะเร็ง เหล้าขาวกับเบียร์ ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น
นายสง่า ดามาพงษ์ อุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้จัดการโครงการโภชนาการสมวัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อธิบายว่า ข้อมูลในโซเซี่ยลมีเดียก็จำเป็นต้องหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เนื่องจากบางเรื่องนั้น ไม่มีข้อมูลทางเอกสารวิชาการมากพอที่จะยืนยันว่าจริงเท็จแค่ไหน บางอย่างเป็นเพียงความเชื่อ แต่ไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
แต่เพื่อความปลอดภัยก็ไม่ควรรับประทานอาหารแปลกๆ หรือพิสดารมากๆ เพราะอาจเสี่ยงได้รับอันตรายสูง
แต่ตามหลักการทั่วไป การได้รับพิษจากอาหารนั้นมาจาก 4 สาหตุ คือ 1.เกิดจากพิษใจตัวอาหารเอง 2.เกิดจากการปนเปื้อนของสารเคมี เช่น การกินอาหารทะเลปนเปื้อน หรือผักปนเปื้อน 3.การปนเปื้อนของเชื้อโรค จุลินทรีย์ ทำให้อาหารบูดเน่า และ 4.อาหารที่มีพยาธิ ปรุงสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ ก้อย ปลาดิบ เป็นต้น
สำหรับข้อมูลที่บอกว่ากินหัวไช้เท้ากับผลไม้ทุกชนิดจะทำให้เกิดคอพอก หรือเต้าหู้กับน้ำผึ้งหากกินด้วยกันจะทำให้หูหนวก ไม่มีข้อมูลวิชาการมายืนยัน Jo
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Da
Co
Em
Da
To
Na
Ke
Ka
Ka
Cu
Cu
Pa
Oa
Da
Ni
Ja
Da
Ic
Mo
Ni
Bo
Ju
L
Sh
Oa
Jo
Vi
Sp
L
Wo แต่กรณีการกินถั่วลิสงกับฟักทองจะทำให้ลำไส้อักเสบนั้น ตามหลักโภชนาการไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากถั่วลิสงเป็นไขมัน ฟักทองมีวิตามินเอ ซึ่ง ไขมันจะทำละลายวิตามินเอได้ดี เป็นผลดีมากกว่าเสีย
มีเพียงบางเรื่องที่ตามหลักวิชาการมีความเป็นไปได้ คือ การดื่มเหล้าขาวกับเบียร์ร่วมกันจะทำให้เส้นเลือดสมองแตกได้ ตรงนี้มีความเป็นไปได้ เพราะเหล้าขาวมีดีกรีสูง หากดื่มร่วมกับเบียร์จะยิ่งทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้น เสี่ยงอันตรายได้
ส่วนการกินทุเรียนกับน้ำอัดลมร่วมกันมีพิษร้ายมากกว่างูเห่านั้น อาจดูรุนแรงเกินไป แต่อันตรายย่อมมี เพราะทุเรียนกับน้ำอัดลม มีทั้งแก๊สและน้ำตาล จะส่งผลให้เกิดอาการช็อกได้ ดังนั้นการรับประทานอะไรต้องระมัดระวังให้ดี
วิธีการรับประทานให้ถูกหลัก คือ เลือกกินอาหารที่หลากหลาย หลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม เกินไป และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
ปวดท้อง...ลางบอกโรคร้าย
ปล่อยไว้อาจอันตรายถึงชีวิต
ใครทีมักจะปวดท้องบ่อยๆ แต่ไม่ว่าปวดท้องเพราะอะไรอาจเป็นสัญญาณอันตรายโดยไม่รู้ตัว ถ้าปล่อยไว้เห็นทีจะไม่ดีแน่ ลองมาดูวิธีการเช็คโรคจากอาการปวดท้องเป็นเกร็ดความรู้กันสักหน่อยดีกว่า
การเช็คอาการปวดท้องโดยทั่วไป แพทย์จะพิจารณาจากตำแหน่งของอวัยวะและลักษณะของอาการปวดเพื่อประกอบการวินิจฉัย เช่น ปวดแบบเป็นๆ หายๆ ปวดหลังรับประทานอาหาร หรือหิวก็ปวด อิ่มก็ปวด เหล่านี้จะเป็นแนวทางช่วยให้ทราบอาการปวดท้องได้ ตรงจุด มากขึ้น
หากปวดท้องด้านขวาตอนบน ความเจ็บปวดในบริเวณด้านขวาตอนบนของช่องท้องมันเกิด จากโรคตับและถุงน้ำดี หรือในบางครั้งโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ถุงน้ำดีก็อาจเกิดขึ้นบริเวณส่วนท้องน้อยก็เป็นได้ แต่ถ้าปวดท้องบริเวณแอ่งกระเพาะอาหาร คือ บริเวณที่อยู่ใต้ซี่โครงลงมา การเจ็บปวดบริเวณนี้มักเกิดจากการแสบกระเพาะอาหารและอาหารไม่ย่อย โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบอาจเกิดขึ้นในบริเวณนี้ได้
เช่นเดียวกัน แต่หากมีอาการแสบกระเพาะอาหาร นั่นอาจเกิดจากกรดและอาการเจ็บปวดเนื่องจากแผลในกระเพาะ
แต่ถ้าหากปวดท้องด้านขวาตอนล่างอาจเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบอย่างเฉียบพลัน หรืออาการอักเสบของลำไส้ ปวดท้องด้านซ้ายตอนบน อาจมีสาเหตุมาจากโรคต่างๆ ที่เกิดในลำไส้ใหญ่ เช่น โรคท้องผูกหรืออาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่ Wo
Ax
Li
Bo
Br
Bo
Sa
Ch
Yu
Ko
Ko
Sh
Da
Co
Li
Bo
No
Tu
Tu
Tu
Br
Bc
Da
Di
Al
Me
So
To
Th
Me
Go
Ma
Ma
Ty
Ma
Ma
Mi
La
La
Wi
La
Mi
Mi
Fr
Fr
Pe
Go
Ly แต่ถ้าหากปวดท้องส่วนกลางส่วนใหญ่มักเกิดจากสาเหตุที่มาจากโรคที่เกิดขึ้นที่ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้อาการปวดท้องที่บริเวณนี้อาจเกิดจากไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งมักเริ่มที่บริเวณนี้ก่อนเสมอ แล้วจึงเลื่อนมาเป็นบริเวณท้องน้อย
ปวดท้องด้านซ้ายตอนล่าง อาการปวดที่เป็นลักษณะปวดและคลายสลับกัน พร้อมกับอาการท้องร่วง หรือเกิดจากอาการท้องผูก อาจเกิดจากโรคถุงตันหรือที่เรียกกันว่าไส้ตันเป็นส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่อักเสบ (Diverticulitis)
เท่าที่กล่าวมาเป็นแค่ปราการป้องกันให้ตระหนักว่าอาการปวดท้องอาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายได้ คำแนะนำดังกล่าวช่วยให้ตรวจดูอาการปวดท้องเบื้องต้นได้ว่าน่าจะเกิดจากอะไร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฟันธงได้เลยว่าป่วยเป็นโรคอะไร
ทางที่ดีต้องไปพบแพทย์เพื่อวิจัยฉัยอย่างละเอียด หากเกิดอาการปวดท้องขึ้นมาก็ให้บอกอาการปวดกับแพทย์ให้ตรงจุด ที่สำคัญอย่าไปหาซื้อยามารับประทานเองเชียว เพราะหากรักษาผิดจุดขึ้นมาอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
No comments:
Post a Comment